1.12.15

สมุนไพรรักษาสิว จากธรรมชาติ 8 ชนิด คืนหน้าสวยใสไร้สิว

เชื่อว่าปัญหาเรื่องสิว ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สมุนไพรรักษาสิว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะการรักษาสิวด้วยวิธีต่างๆ เพราะปัจจุบันมียารักษาสิวมากมายให้ได้เลือกใช้ แต่ก็ไม่น่าไว้ใจในเรื่องของความปลอดภัยที่จะตามมา เพราะการรักษาสิวบางวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายที่หนักขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง วันนี้เราจึงหยิบนำสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ วิธีการรักษาสิวด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามขึ้นมาอีกนั่นเอง ถ้าอยากรู้ว่าสมุนไพรต่างๆ มีวีการรักษาแบบไหน ต้องตามมาอ่านพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1.หอมแดงสด
ทราบกันหรือไม่ว่าหอมแดงสด ประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยและสารต่างๆ ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติที่ช่วยยับยั้งเรื่องของเชื้อโรค แบคทีเรีย ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเป็นสิวบนใบหน้านั่นเอง สำหรับวิธีการรักษาสิวด้วยหอมแดงสดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำหอมแดงสดมาฝานเป็นแว่นบางๆ หรืออาจจะใช้วิธีการทุบแต่เพียงเบาๆ แล้วแตะน้ำที่ซึมออกมาจากหอมแดงสดนำมาทาตรงบริเวณที่เป็นสิวหรือรอยจุดด่างดำ จะทำให้รอยสิวค่อยๆ จางหายไปในไม่ช้านั่นเองค่ะ

2.มะม่วงสุก
เนื่องจากมะม่วงเป็นผลไม้ที่มีกรดอ่อนๆ ซึ่งมีความสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ดังนั้นจึงสามารถนำมะม่วงมาใช้ในการแก้ปัญหาสิวได้เช่นเดียวกัน เพียงแค่นำมะม่วงสุก 1 ผล นำมายีจนข้นเหลว จากนั้นเติมน้ำมะนาวประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ ดินสอพอง 1/4 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นก็ยีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาปั่น นำส่วนผสมที่ได้มาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดต่อไป

3.ทุเรียน
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยธาตุกำมะถัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้เม็ดสิวแห้งเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นไปพร้อมๆ กับการช่วยกระตุ้นให้รูขุมขนผลักสิ่งสกปรกที่มีอยู่ให้ออกมาด้วย สำหรับวิธีการนำทุเรียนมาใช้ในการรักษาสิวสามารถทำได้โดยการนำเนื้อทุเรียนห่ามประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะ หั่นเนื้อทุเรียนให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นเข้าด้วยกันกับดินสอพอง 1/4 ช้อนโต๊ะ จนเป็นเนื้อครีมละเอียด แล้วต่อด้วยการล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นนำครีมที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้า ยกเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วค่อยตามด้วยน้ำเย็นเพื่อให้เกิดการกระชับรูขุมขน ทำประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาสิวเสี้ยนบนใบหน้าค่อยๆ ลดลง แถมยังทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มอีกด้วย

4.ใบบัวบก
ทราบกันหรือไม่ว่าสารสกัดในใบบัวบกนั้น มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบและอาการแพ้ต่างๆ รวมทั้งช่วยในการสมานผิว ป้องกันแผลเป็น และลดการสะสมของแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว สำหรับการนำใบบัวบกมารักษาสิวนั้น สามารถทำได้โดยการนำใบบัวบกผงมาผสมกับน้ำสะอาด จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทั้งนี้ควรระมัดระวังผิวรอบดวงตา เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง หากกระเด็นเข้าดวงตาได้ วิธีการนี้จะทำให้สิวบนใบหน้าแห้งและหายเร็วขึ้นนั่นเอง

5.ว่านหางจระเข้
อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าว่านหางจระเข้นั้น มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงผิว อีกทั้งยังช่วยป้องกันฝ้า ลบรอยของจุดด่างดำ รวมทั้งรักษาสิวบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี สำหรับวิธีการนำว่านหางมาใช้ในการรักษาสิวนั้น สามารถทำได้ด้วยการนำวุ้นจากใบสดของว่านหางจระเข้ มาทาบริเวณที่มีสิว ปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก  ทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ปัญหาเรื่องสิวจะค่อยๆ หายไปจากใบหน้าได้มากแล้วล่ะค่ะ

6.ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน ถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของการรักษาแผลต่างๆ ในร่างกาย อีกทั้งยังมีส่วนในการทำให้ผิวสวยใสได้เป็นอย่างดี เพราะมันมีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เพียงแค่นำ ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา ปูนแดงประมาณครึ่งช้อนชา และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ นำทั้งสามส่วนผสมมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาแต้มที่หัวสิว ทิ้งไว้จนกว่าเนื้อครีมจะแห้ง แนะนำให้แต้มทุกเช้า-เย็น จนกว่าหัวสิวจะยุบและหายไปค่ะ

7.ไพล
ไพลเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งนำมาใช้ในการรักษาสิวได้ด้วยการนำไพลมาละลายลงในน้ำสะอาด จากนั้นนำมาทำความสะอาดในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบเป็นประจำทุกวัน วิธีนี้ จะช่วยลดอาการอักเสบของสิวบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

8.เสลดพังพอน
เสลดพังพอนเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งสามารถนำมารักษาสิวบนใบหน้าได้ด้วยการนำน้ำที่สกัดจากเสลดพังพอน มาทาในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ รับรองได้เลยว่าวิธีนี้จะช่วยลดอาการอักเสบของสิวลงได้อย่างแน่นอน

สาวๆ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องของสิวบนใบหน้า จนไม่รู้ว่าจะเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างไร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยหลังจากการรักษา ขอแนะนำให้ลองหันมาใช้ สมุนไพรรักษาสิว โดยสมุนไพรต่างๆ ที่เราได้นำเสนอกันไปข้างต้นค่ะ เพราะสมุนไพรเหล่านั้น นอกจากจะช่วยในการรักษาสิวได้เป็นอย่างดีแล้ว มันยังไม่ก่อให้เกิดอันตายใดๆ แก่ผิวหน้าอีกด้วยค่ะ


 

เคล็ดลับบำรุงร่างกายและผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ด้วยสัปปะรด

สับปะรด เป็นผลไม้สีเหลืองรสหวานที่มีสารอาหารอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น วิตามินบีสอง วิตามินซี  แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนอะซีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการ อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณครอบคลุมหลายด้าน ทั้งในเรื่องของความงามและการรักษาโรคอีกด้วย

สัปปะรดกับการรักษาโรค

วิตามินซีที่มีอยู่มากในผลไม้ชนิดนี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้แลดูเปล่งปลั่ง และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีแคลเซียมที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน เช่น เหงือกร่น เสียวฟันบ่อยๆ ลองกินสัปปะรดเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพในช่องปากของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สารโบลามีในสัปปะรดยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ย่อยอาหาร บำรุงไต และที่สำคัญก็คือ จะช่วยทำปฏิกิริยาต่อต้านการเพิ่มจำนวณของเซลล์มะเร็งภายในร่างกายได้ด้วย ซึ่งถ้าหากเรานำรากและใบสับปะรดสด ไปต้มกับน้ำและนำมาดื่ม ก็จะใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับปัสสาวะ ทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร และระบบลำไส้ได้เป็นอย่างดี

สัปปะรดช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

– วิตามินซีในสัปปะรดจะช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ร่างกายของเราจึงไม่ติดเชื้อได้ง่าย
– เพราะในสับปะรดนั้นมีกากใยอาหารมากมาย จึงเป็นตัวช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้อีกด้วย
– ในสับปะรดจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่มีส่วนช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ภายในร่างกาย
– เอนไซม์โบรมีลีนจะช่วยยับยั้งการอักเสบของผิวหนังหรือบาดแผลได้ ซึ่งชาวอเมริกาในสมัยโบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผลด้วย

สัปปะรดกับความงาม
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าในสัปปะรดนั้นมีวิตามินหลายชนิดที่ช่วยให้ผิวพรรณและช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนด้วย เรามาดูสรรพคุณของเจ้าสัปปะรดในด้านความงามกันบ้างดีกว่าค่ะ

สัปปะรดช่วยบำรุงเล็บให้แข็งแรง และมือให้นุ่มชุ่มชื่น
สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาเล็บเปราะแตกหักง่าย หรือมีปัญหามือแห้งเหี่ยวดูไม่สดใส การกินสัปปะรดจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ นอกจากนี้หากเรานำน้ำสัปปะรดมาแช่มือไว้สัก 20 นาที ก็จะช่วยให้มือนุ่มขึ้นได้ค่ะ
-
สัปปะรดกับการลดความอ้วน
เพราะในสัปปะรดนั้นจะมีกากใยอาหารอยู่มากเป็นพิเศษ เมื่อกินเข้าไปแล้วจึงช่วยให้เราอิ่มท้องได้นานขึ้น แถมยังช่วยย่อยสลายไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะ


28.11.15

3 สูตรหมักผมเพื่อบำรุงผมสวยจากธรรมชาติ

1. สูตรหมักผมสำหรับคนผมแห้ง
สำหรับผู้ที่มีผมแห้งเส้นผมจะมีลักษณะแดงแตกปลาย กรอบหัก และหลุดร่วงได้ง่าย แต่ก่อนการหมักผมทางที่ดี
คุณควรตัดและเล็มปลายผมกันบ้างเล็กน้อยเพื่อตัดเอาผมที่เสียและแตกปลายออกไป จากนั้นจึงมาหมักผมด้วยสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.1 หมักผมด้วยไข่แดง และน้ำมันมะพร้าวสิ่งที่ต้องเตรียม ไข่ไก่ 2 ฟอง เอาเฉพาะไข่แดง และน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ นำไข่แดงและน้ำมันมะพร้าวมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาชโลมให้ทั่วเส้นผม แต่ก่อนจะชโลมอย่าลืมหวีผมให้เรียบร้อยกันก่อนด้วยนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผมพันกันและเอาเศษสิ่งสกปรกที่เราอาจจะมองไม่เห็นออกไป จากนั้นให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดตามด้วยการสระผมแบบปกติ วิธีนี้ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน หรือถ้ามีเวลาอาจจะทำมากกว่านั้นใน 1 สัปดาห์ก็ได้นะคะ แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าสุขภาพผมของคุณจะค่อยๆ ดีขึ้น และนุ่มขึ้นได้อย่างที่คุณต้องการ

1.2 หมักผมด้วยน้ำมันมะกอกวิธีนี้จะเลือกใช้เป็นน้ำมันมะกอกแบบอุ่นๆ หรือแบบธรรมดาก็ได้นะคะ แต่แบบอุ่นจะซึบซาบเข้าสู่แกรนผมได้ดีกว่า
วิธีทำ ให้นำน้ำมันมะกอกมาชโลมให้ทั่วเส้นผมทิ้งไว้ได้นานเท่าที่เราต้องการหรืออย่างน้อย 30 นาที แต่ถ้าใครจะชโลมทิ้งไว้ตอนก่อนนอนแล้วโพกศีรษะหมักไว้ตลอดทั้งคืนก็ได้เช่นกันนะคะ จากนั้นตื่นเช้ามาค่อยล้างออกแล้วสระผมตามปกติ นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถหมักผมด้วยน้ำมันมะกอกได้กันทุกวันอีกด้วย แต่ถ้าไม่มีเวลาในช่วงแรกควรหมักให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อทำเป็นประจำแล้วปัญหาผมแห้งแตกปลายของคุณก็จะหายไปได้

1.3 หมักผมด้วยน้ำผึ้งและไข่แดงสิ่งที่ต้องเตรียมไข่แดงประมาณ 2 ฟอง และน้ำผึ้งประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ควรกะปริมาณให้พอเหมาะกับเส้นผมกันด้วยนะคะ เพราะผมสั้นและผมยาวจะใช้ปริมาณที่แตกต่างกัน
วิธีทำ เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องการแล้วให้นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำส่วนผสมที่ได้มาชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง วิธีนี้ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อทำเป็นประจำแล้วผมของคุณจะค่อยๆ ดีขึ้น และนุ่มลื่นขึ้นจนคุณสัมผัสได้
 
2. สูตรหมักผมสำหรับคนผมมัน
ถ้าคุณเป็นคนผมมันอันดับแรกเลยคุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดและดูแลเส้นผมที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับคนผมมันกันด้วยนะคะ นอกจากนี้แล้วคนที่ผมมันมักจะมีหนังศีรษะมันซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดรังแค ดังนั้นเรามาหมักผมเพื่อลดปัญหาความมันของเส้นผมและหนังศีรษะกันดีกว่าค่ะ สำหรับสูตรหมักผมจะมีดังนี้

2.1 สูตรหมักผมมะนาวและไข่ขาวส่วนผสมที่ใช้ มะนาว 1 ลูก บีบเอาแต่น้ำ และไข่ไก่ 2 ฟอง แยกเอาแต่ไข่ขาว
วิธีทำ นำน้ำมะนาวและไข่ขาวมาผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำมาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ โดยวิธีนวดเพียงเบาๆ ให้ทั่ว แล้วให้มักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้นให้สระผมด้วยแชมพูสระผมที่เป็นสูตรเฉพาะคนผมมัน สำหรับสูตรนี้ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดปัญหาความมันของเส้นผมและหนังศีรษะให้น้อยลงได้

2.2 สูตรหมักผมมะนาวและว่านหางจระเข้ส่วนผสมที่ต้องเตรียม ได้แก่ มะนาว 1 ลูก คั้นเอาแต่น้ำมะนาว และว่านหางจระเข้เลือกก้านแก่ๆ มา 1 ก้าน จากนั้นนำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วปลอกเปลือกออกขูดเอาแต่วุ้นใสๆ ที่อยู่ด้านใน
วิธีทำ ให้นำน้ำมะนาวและวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ได้มาผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวแล้วนำไปชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ จากนั้นให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จากนั้นให้สระผมตามขั้นตอนปกติ วิธีนี้ให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งนะคะ หรือถ้าคุณพอจะมีเวลาในช่วงแรกควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อเส้นผมและหนังศีรษะลดความมันลงแล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นสัปดาห์ละครั้ง และเดือนละ 2 ครั้ง ตามลำดับ

2.3 สูตรหมักผมจากไข่ขาวสิ่งที่ต้องเตรียมไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออกเอาแต่ไข่ขาว และน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว
วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งสองอย่างมารวมกันและคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำมาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ โดยวิธีนวดให้ทั่วเพียงเบาๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ตามด้วยการสระผมด้วยแชมพูให้สะอาดอีกครั้ง แต่ในขั้นตอนสุดท้ายให้เราล้างผมด้วยน้ำอุ่นเป็นอันเสร็จ จากนั้นเช็ดผมให้แห้ง สำหรับวิธีนี้ควรทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงแรก เพื่อช่วยลดปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะมันได้เร็วยิ่งขึ้น
2.4 สูตรหมักผมด้วยน้ำมะนาวสิ่งที่ต้องเตรียม มะนาว 1-2 ลูก นำมาคั้นเอาแต่น้ำ และน้ำเปล่า 1 ถ้วย
วิธีทำ นำน้ำมะนาวและน้ำเปล่ามาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกให้สะอาด แล้วจึงสระผมตามขั้นตอนปกติ สำหรับสูตรควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดความมันของเส้นผมและหนังศีรษะของคุณได้เป็นอย่างดี
 
3. สูตรหมักผมสำหรับคนผมชี้ฟู
ผมชี้ฟูจะเป็นผมที่ค่อนข้างจัดทรงยาก ส่วนมากปัญหาผมชี้ฟูมักจะเกิดจากการที่ผมของเราโดนความร้อนบ่อยๆ และสารเคมีเป็นประจำ สำหรับสูตรหมักผมที่สามารถช่วยแก้ปัญหาผมชี้ฟูได้จะได้แก่
3.1 สูตรหมักผมจากน้ำผึ้งส่วนผสม น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อครบแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด และสระผมตามปกติ สำหรับสูตรนี้สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เมื่อทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเส้นผมของคุณจะค่อยๆ นุ่มขึ้น เรียบขึ้น และจัดทรงได้ง่าย

3.2 สูตรหมักผมจากกล้วยหอมสิ่งที่ต้องเตรียม
– กล้วยหอม 2 ผล
– ไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออกใช้เฉพาะไข่ขาว
– น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาชโลมให้ทั่วเส้นผม คลุมด้วยหมวกคลุมอาบน้ำ แล้วให้หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาทีหรือนานตามต้องการ แล้วจึงสระผมให้สะอาด ในระหว่างสระให้ใช้หวีซี่ห่างๆ แปรงผมเพียงเบาๆ เพื่อกำจัดเศษผงต่างๆ ที่อยู่ในส่วนผสมติดค้างอยู่บนเส้นผม สูตรนี้ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับสูตรหมักผมสูตรนี้จะมีส่วนผสมต่างๆ ค่อนข้างมากแต่รับรองได้เลยว่าเมื่อคุณทำเป็นประจำแล้วจะช่วยให้เส้นผมของคุณมีน้ำหนักขึ้น นุ่มขึ้น และหมดปัญหาเส้นผมชี้ฟูกันได้อย่างแน่นอนค่ะ

3.3 สูตรหมักผมจากไข่ขาวส่วนผสมที่ต้องเตรียม ไข่ไก่ 1 ฟอง แยกเอาแต่ไข่ขาว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 4 ช้อนโต๊ะ และมายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำไข่ขาวมาตีให้เป็นฟอง จากนั้นนำโยเกิร์ตและมายองเนสมาผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว แล้วให้ชโลมผมให้เปียกด้วยน้ำเปล่า จากนั้นจึงนำส่วนผสมที่ได้มาชโลมทับอีกครั้งให้ทั่วเส้นผม โดยให้หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงสระผมให้สะอาดตามขั้นตอนปกติ สูตรนี้ก็สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แต่อย่างน้อยควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เส้นผมของคุณจะค่อยๆ มีสุขภาพดีได้อย่างที่คุณต้องการ
สูตรหมักผมเพื่อผมสวยจากธรรมชาติอาจจะยังมีอีกหลายสูตร แต่สูตรที่นำมาแนะนำกันในบทความนี้จะเป็นสูตรที่สามารถช่วยแก้ปัญหาของเส้นผมอย่างได้ผล ใครมีสภาพผมเป็นแบบไหนและสะดวกกับการหมักผมด้วยวิธีใดก็อย่าลืมนำไปทดลองทำกันดูนะคะ ผมของคุณจะได้สวยและจัดทรงได้ง่ายอย่างที่คุณต้องการได้แล้ว


ที่มา : organicbook.com

12 สูตรขัดผิวให้ขาวกระจ่างใสทั่วเรือนร่าง

เชื่อว่าการที่ผู้หญิงเรามีผิวพรรณที่ขาวกระจ่างใสย่อมเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง
เพราะความสุขของผู้หญิงเราก็คือการที่ได้เห็นตัวเองสวยนั่นเอง เพราะฉะนั้น เราจึงมาเผยสูตรลับเพื่อผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติทั่วเรือนร่าง
ด้วยสูตรขัดผิวหลากหลายสูตรที่หาได้จากวัตถุดิบธรรมชาติรอบตัวเรา แต่จะต้องนำมาขัดผิวกายอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เนื่องจากบางสูตรหากนำมาขัดผิวหน้า ส่วนผสมบางชนิดอาจจะออกฤทธิ์แรงเกินไปมันอาจจะทำให้ผิวบนใบหน้าของคุณสาวๆ ระคายเคืองเอาได้
ว่าแต่พร้อมที่จะมีผิวสวยกันหรือยังเอ่ย หากพร้อมแล้วเรามาดูสูตรขัดผิวให้ขาวใสพร้อมกันเลย

1. ใยบวบตัวช่วยขัดผิวใสจากธรรมชาติ
เป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่เปรียบเสมือนตัวช่วยที่ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมอย่างมากสำหรับสาวๆ  ทุกสภาพผิวควรมีติดห้องน้ำกันไว้เลยค่ะ ในยามที่คุณอาบน้ำหลังจากชโลมฟองครีมอาบน้ำทั่วทั้งตัวแล้วให้หยิบใยบวบมาค่อยๆ ขัดเป็นวงกลมวนไปมาให้ทั่ว แต่ต้องขัดอย่างเบามือเท่านั้น เส้นใยจากใยบวบจะได้ไม่ขูดผิวจนแดงนั่นเอง อีกทั้งมันยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างดีทีเดียว เพียงเท่านี้ผิวพรรณสาวๆ ก็กระจ่างใสเปล่งปลั่งได้แล้วค่ะ

2. สูตรน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก
นำส่วนผสมได้แก่ น้ำมะนาว น้ำมันมะกอกและเกลือเม็ดหยาบมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดผิวในขณะอาบน้ำให้ทั่วเรือนร่าง แล้วล้างออกให้สะอาด

3. สูตรมะขามเปียกและส่วนผสมอื่นๆ
นำส่วนผสมได้แก่ มะขามเปียก 1 กำมือ น้ำมะนาว 1 ผล น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชาและผงขัดผิว 5-6 ช้อนชามาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว แล้วล้างน้ำให้สะอาด

4. สูตรมะเขือเทศและน้ำตาลทราย
ให้คุณฝานมะเขือเทศให้ได้แผ่นบางจากนั้นนำไปจุ่มกับน้ำตาลทราย แล้วนำมาขัดผิวให้ทั่วทั้งตัว ขัดจนกระทั่งน้ำตาลละลายออกไปจนหมด แล้วจึงเปลี่ยนแผ่นมะเขือเทศแผ่นใหม่ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด

5. สูตรขมิ้นสด
ใช้ขมิ้นสดขูดจนได้ผงละเอียดจากนั้นนำไปขัดผิวในตอนอาบน้ำกันได้เลยค่ะ หรือสามารถนำส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นๆ ผสมลงไปด้วยก็ได้เช่นเดียวกัน เช่น นมสด น้ำมะนาว มะขามเปียก น้ำผึ้งและดินสอพอง เป็นต้น โดยใส่ผงขมิ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปขัดผิวค่ะ

6. สูตรจากมันฝรั่งดิบ
ใช้มันฝรั่งดิบมาขูดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปขัดถูผิวในขณะอาบน้ำ มันฝรั่งจะทำให้ผิวพรรณอ่อนนุ่ม เต่งตึงและขาวกระจ่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

7. สูตรนมสดรสจืด
ชโลมนมให้ทั่วผิวพรรณ เพื่อให้น้ำนมบำรุงสู่ผิวจะทำให้ผิวที่แห้งหยาบกร้านมีความเนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น และเมื่อชโลมจนผิวแห้งแล้วก็ให้นำใยบวบมาขัดวนเป็นวงกลม จากนั้นล้างออกให้สะอาด

8. สูตรสครับจากกากกาแฟ
ให้นำกากกาแฟที่ใช้แล้วปริมาณ 1 ถ้วยตวง มาผสมผงขมิ้นชัน 1 กรัมและมะขามเปียกที่คั้นได้น้ำประมาณ 1/2 ถ้วยตวง แล้วนำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วเรือนร่างประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดโดยที่ไม่ต้องถูสบู่ซ้ำอีกครั้งค่ะ

9. สูตรแป้งข้าวจ้าว
ให้นำแป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงขมิ้นเพียงเล็กน้อยและนมสด 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปฟอกถูตัวแทนสบู่ตอนอาบน้ำค่ะ

10. สูตรมะละกอสุกและโยเกิร์ต
ให้นำมะละกอสุก โยเกิร์ตรสธรรมชาติและเกลือทะเลมาปั่นรวมกันให้ละเอียด จากนั้นนำมาขัดผิวพร้อมนวดวนเบาๆ มือให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

11. สูตรมะขามเปียก นมสดและน้ำผึ้ง
ให้คุณนำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิวให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาด

12. สูตรว่านนางคำ
ให้คุณนำส่วนผสมต่างๆ ได้แก่ ว่านนางคำ 100 กรัม ว่านไพร 25 กรัมและขมิ้นชัน 25 กรัมมาหั่นให้เป็นแผ่นบางนำตากแดดจนแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำลิ้นทะเล 200 กรัม สารส้มสะตุ 200 กรัมและดินสอพองบดละเอียด 1,000 กรัม แล้วนำเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้มาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำไปใส่กระชอนแล้วร่อนจนได้ผงละเอียด แล้วนำเอาผงละเอียดนั้นไปขัดผิวต่อไปค่ะ

การขัดผิวที่ดีต้องเลือกขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ เพราะสาวๆ บางคนอาจเข้าใจว่าหากยิ่งอยากขาวก็ต้องยิ่งหมั่นขัดทุกวัน

แต่แบบนั้นจะทำให้ผิวของเราบอบบางไวต่อแดดมากขึ้นและยังเป็นการทำร้ายผิวไปในตัวอีก และหลังจากที่ขัดผิวกันเสร็จแล้วอย่าลืมทาครีมกันแดดปกป้องผิวที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปนะคะ เพราะแสงแดดบ้านเราร้อนระอุเป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้น ผิวสาวของคุณอาจต้องหมองคล้ำง่ายก็เป็นได้ค่ะ

ที่มา : organicbook.com

27.10.12

ครีมล้างหน้ามะขาม


ครีมล้างหน้ามะขาม

สรรพคุณ : ใช้บำรุงผิว ลบรอยเหี่ยวย่น ลบรอยตีนกา

ตัวยาประกอบด้วย : 1. มะขามเปียก 1 กำมือ
2. นมสด 2 ช้อนโต๊ะ หรือมะขามเปียก
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

จัดเตรียมส่วนผสมกันเรียบร้อยแล้วมาทำกันเลยค่ะ

วิธีทำ

1. นำมะขามเปียก เอารกออก ล้างน้ำให้สะอาด

2. ผสมกับนมสด แล้วขยำให้เข้ากัน เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง

3. หลังจากนั้นเติมน้ำลงไป คนให้เข้ากัน ก็จะได้ครีมมะขามเปียก ใส่ภาชนะเก็บไว้ในตู้เย็น

วิธีใช้ : นำครีมมะขามเปียกทาให้ทั่วไปหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก

หมายเหตุ : สัดส่วนของสูตรในการทำครีมมะขามสามารถปรับได้ตามความต้องการและสภาพของผิว สูตรนี้เหมาะสำหรับคนผิวมัน ถ้าคนผิวแห้งให้ลดปริมาณมะขามเปียกลง แล้วเพิ่มปริมาณนมสดและน้ำผึ้งให้มากขึ้น

 

18.10.12

วิธีทําให้ผิวขาว 12 วิธี... บอกลาผิวหม่นหมอง


การมีผิวขาวใสเป็นสุดยอดปราถนาของคุณผู้หญิงทุกคน วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วยค่ะ

1. การขัดผิว เป็นวิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม

3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

6. ครีมกันแดด ควรเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดยให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ

11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว

12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตรวิธีทำให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้

  • วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

  • วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

  • วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็นสูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

  • วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ

  • วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

 

ขมิ้น คุณประโยชน์มากมายเพื่อผิวขาว หน้าใส


คุณทราบไหมว่า ขมิ้น ที่หลายๆท่านมองข้ามไป ปัจจุบันนี้ทางประเทศแถบยุโรปและอเมริกากลับนิยมใช้ขมิ้นกันมากกว่าบ้านเราเสียอีก...

จากข้อมูลของเว็บไซต์ ehow.com (เว็บไซต์ชื่อดังของประเทศอเมริกา) ได้นำข้อมูลการวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกา และยุโรปมาเผยแพร่

ผลการวิจัยโดยรวมชี้ให้เห็นว่าขมิ้นเป็นสุดยอดสมุนไพร ที่ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณได้อย่างดีเยี่ยม เรามาดูกันว่าสูตรการบำรุงผิวด้วยขมิ้นนั้นทำอย่างไรบ้าง



ผงขมิ้นใช้สำหรับบำรุงผิว: ผงขมิ้นผสมกับน้ำนม สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ และยังเป็นยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ สามารถช่วยล้างพิษแผลเปื่อยและรักษาโรคสะเก็ดเงินที่ทาง สธ กำลังเตือนประชาชนอยู่ได้ด้วย

ขมิ้นครีมพอกหน้าสูตรธรรมชาติ: เพื่อผลัดผิวหน้าให้กระจ่างใส การนำผงขมิ้นมาผสมกับข้าวเปลือกที่บดละเอียด ผสมกับน้ำนมหรือโยเกิร์ต พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สมารถช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้

ขมิ้นลดริ้วรอยบนใบหน้า: ผงขมิ้นผสมกับถั่วเขียวบดเป็นแป้งละเอียดผสมกับนม ใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที สามารถช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ หากทำเป็นประจำ 1-2 เดือน

ขมิ้นครีมสำหรับเวลากลางคืน: สามารถใช้ขมิ้น + นม + โยเกิร์ต พอกหน้าในขณะเวลานอนหลับตอนกลางคืนได้ และสามารถล้างออกในตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น

ขมิ้นรักษาสิว: ขมิ้นมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติอยู่แล้ว สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ ช่วยลดการแดงและอักเสบของสิว การดื่มชาขมิ้นก็สามารถเป็นยาป้องกันการระบาดของสิวได้ การผสมขมิ้นกับน้ำมะนาว ,น้ำมันงาหรือน้ำแตงกวา (ใช้น้ำมะพร้าวก็ได้ แต่คนไทยคงจะถือกันเรื่องการเอาน้ำมะพร้าวมาล้างหน้า ^^" ) ใช้แต้มสิวทิ้งไว้ 10-15 นาทีและล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถช่วยรักษาสิวได้

ขมิ้นใช้มาร์คหน้าสำหรับคนหน้ามัน: ขมิ้นช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าได้ การใช้ผงขมิ้น ผสมกับน้ำส้ม ผสมกับผงจากไม้จันทน์ ผสมกับน้ำผึ้ง นำมาพอกหน้า 10-15 นาที เป็นประจำสามารถช่วยลดปัญหาหน้ามันได้...

ขมิ้น นอกจากจะบำรุงผิวพรรณแล้วยังมีประโยชน์กับร่างกายอีกมากมายด้วย



29.9.12

Lose weight for good without feeling hungry





 



Lose weight for good without feeling hungry or spending a fortune on specialty foods, useless products or harmful diet pills
The Food Timing Diet works with your natural biochemistry to help you shed excess fat and achieve the body you want

  • Accelerate your metabolism so you burn more calories every minute of every day, even when you're not exercising.
  • Reprogram your body to burn fat -- not store it -- by tapping your natural genetic blueprint for energy management.
  • Eat more frequently -- not less -- so that you never feel deprived of food.
    Requires no supplements or pills whatsoever.

If you've had trouble losing weight, consider this: Most diets set you up to fail. They work against your natural biochemistry and program your body to store fat, not to release it.
A real weight loss solution requires working with your biochemistry, not against it. That's why Mike Adams, the Health Ranger, authored The Food Timing Diet, a breakthrough weight loss guide based on sound nutritional principles, not weight loss gimmicks or "miracle" weight loss shams.
The Food Timing Diet is no overnight weight-loss scheme; it's a smart eating plan that you can stick to for life because it harnesses the natural fat-burning potential programmed into every human body.
No bizarre food restrictions!
On the Food Timing Diet, you consume healthy foods on a frequent meal basis (every 30, 60 or 120 minutes, depending on what suits you best), so you never feel unbearably hungry or deprived of delicious food.
It also works with nearly every food lifestyle: Vegetarian, vegan, high-protein, meat-and-potatoes, you name it. You won't have to starve yourself or make radical changes to your foods in order to succeed with the Food Timing Diet.
WHEN you eat vs. WHAT you eat
What's the secret? The Food Timing Diet reveals how when you eat is just as important as what you eat. Based on nutritionally sound principles combined with fundamentals of human physiology, the Food Timing Diet encourages you to eat more frequently to retrain your metabolism to burn fat, not store it.
And once the full power of the Food Timing Diet kicks in (usually in about 30 days), you will feel more energetic and mentally alert than you have in years as blood sugar swings are eliminated and your brain benefits from a steady flow of performance-enhancing energy all day long.
The Food Timing Diet delivers results because it teaches you how to work with your body's natural biochemistry. You won't feel light-headed, exhausted or irritable like you do on some diets because the Food Timing Diet is based on sound nutrition, not marketing hype. There are no pills to buy. No gimmicks, contraptions or exercise machines. The best part is, on this plan you get to eat a lot! Start reading now to discover:

  • Three simple rules to success on the Food Timing Diet
  • How to eat all day long and still lose weight
  • Why low-carb diets fail (and how to make them work!)
  • How women can lower their body fat to 15 percent (10 percent for men)
  • Tips for knowing exactly how to tell if you're eating too little or too much
  • What really works to control appetite
  • How to avoid the yo-yo effect
  • Why eating three meals a day trains your body to store fat, and how eating 16 meals a day reverses fat storage
  • How to make healthy foods that taste like sinful indulgences
  • Why stimulant supplements exhaust your adrenal glands and harm your health, even if they cause weight loss
  • How to naturally shrink your stomach without radical surgery
  • Why the Food Timing Diet also helps prevent diabetes and actually reverses its symptoms
  • The USDA's food guide pyramid is outdated; here's what to follow instead
  • Revealed! Food additives that interfere with appetite control and cause you to overeat
  • How to increase weight loss with exercise shortcuts that won't exhaust you
  • Why this diet will lower your stress level, further accelerating weight loss by reducing cortisol production
  • How to become more aware of your body's messages
  • Tricks to reducing cravings for unhealthy foods
  • How to modify the Food Timing Diet to incorporate any eating philosophy: Vegan, kosher, meat eater, vegetarian, etc.
  • Why you may experience as much energy as a teenager when you are on this diet
  • How to adjust the Food Timing Diet to meet your fitness goals
  • Why skipping meals makes you gain weight
  • Where to find healthy carbs to fuel your brain and body
  • Why you need to "cycle your macronutrients"

... and more.
This is a serious weight loss program for those who are tired of the "miracle" diet pills, gimmicks and weight loss frauds. It's easy to understand, easy to follow and flexible enough to fit almost any lifestyle. Consider:

  • No strict recipes to follow (YOU decide what to eat!)
  • No requirement of tracking grams of fat, carbohydrates or fiber.
  • No grueling exercise requirements. We teach you exercise shortcuts!
  • No pH testing required.
  • No stress on your kidneys or liver like with some other diets.
  • No pills to buy.
  • Comes with a 100 percent money-back satisfaction guarantee.
 

8.12.10

มหัศจรรย์ผิวสวยด้วยสบู่สมุนไพรณษากร


มหัศจรรย์ผิวสวยด้วยสบู่สมุนไพรณษากร
สบู่สมุนไพรณษากร

เป็นสบู่อ่อนละมุนอุดมด้วยสมุนไพรจากเปลือกมังคุด ขมิ้น และไม้ทานาคา ช่วยลดปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า ลดผดผื่นคันและผิวหยาบกร้าน กระชับรูขุมขน ขจัดกลิ่นตัว ช่วยกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น สดใส ทำให้ผิวขาวขึ้นตามธรรมชาติ

ล้างออกง่าย อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ใช้ได้คุ้มค่าจนหมดก้อน
ส่วนประกอบสำคัญ : เปลือกมังคุด ขมิ้น และไม้ทานาคา
วิธีใช้ : เป็นสบู่ชำระล้างผิวหน้าและผิวกาย เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

เปลือกมังคุด ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ในอดีตในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน บรรเทาอาการผดผื่นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี สรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนังของเปลือกมังคุดนี้ได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่า รสฝาดในเปลือกมังคุดนี้มีสารแทนนิน (Tannin) และสารแซนโทน (Xanthone) ที่มีชื่อเรียกเฉพาะชื่อเดียวกับมังคุดว่า สารแมงโกสติน (Mangostin) สารแทนนินมีฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สารแมงโกสตินมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ และต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง และสารแซนโทนในเปลือกมังคุดยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และกลากได้ดีอีกด้วย

ขมิ้น เป็นสมุนไพรไทยที่มีค่ายิ่ง และใช้กันมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า ขมิ้นมีสารสำคัญที่ชื่อ เคอร์คูมิน (Curcumin) ช่วยให้ผิวขาวผุดผ่อง เปล่งปลั่ง ลดรอยหมองคล้ำ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดริ้วรอย และขมิ้นยังลดอาการแพ้ฝุ่นละอองและสารเคมี และการอักเสบจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี

ไม้ทานาคา สาวพม่ารู้จักใช้ทานาคามานานกว่า 200 ปี แทบทุกครัวเรือนมักมีท่อนไม้ทานาคาวางคู่กับกระจกเสมอ เวลาใช้ก็นำท่อนไม้ทานาคามาฝนกับแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเล็กน้อย แล้วใช้ทาทั่วเรือนร่างโดยเฉพาะใบหน้า ไม้ทานาคามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ที่เปลือกของไม้ทานาคา มีสาร OPC เช่นเดียวกับที่พบในเปลือกสนฝรั่งเศส และเนื้อในของไม้ทานาคามีสาร Curcuminoid ที่มักพบในขมิ้นชันในประเทศไทย ทำให้ไม้ทานาคามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะต่อต้านความเสื่อมของเซลล์และยังช่วยป้องกันการเกิดสิว คุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดผดผื่นคัน ลดการเกิดจุดด่างดำและฝ้า มีฤทธิ์ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน และยังช่วยป้องกันการทำลายผิวจากรังสียูวี
สาระน่ารู้
พื้นฐานผิวคนเราต่างกัน การใช้สมุนไพรต้องให้เวลา เห็นผลช้าแต่ได้ผลแน่นอน สวยอย่างธรรมชาติต้องใจเย็น ใช้แล้วไม่ใจจดจ่อรอสังเกตผล ให้เวลาล่วงเลยผ่านไป ผิวพรรณจะปรับสภาพให้สวยงามจนเห็นได้โดยไม่ต้องสังเกต ผิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีซึ่งให้เห็นผลเร็วทันใจ เพื่อผลประกอบการที่ดี ขายได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้บริโภคควรพึงระวังและเลือกสรรผลิตภัณฑ์สำหรับผิวพรรณ สวยเร็วผิวก็เสียเร็วค่ะ ผิวจะอ่อนแอลง เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าพอใจแบบใดค่ะ แต่ยังไงก็ใส่ใจผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันหน่อยนะคะ
สบู่ธรรมชาติ ถูกผลิตขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งจะมีลักษณะต่างจากสบู่ที่เห็นตามท้องตลาดโดยทั่วไป ที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องกรรมวิธีการผลิตที่ใช้สารเคมีสังเคราะห์มาประกอบน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย แต่จะมีส่วนประกอบของสารสกัดจากธรรมชาติสูง
สบู่สมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นผลดีต่อผิวในระยะยาว
สบู่สมุนไพรณษากร คัดสรรสมุนไพรที่มีคุณค่า เพื่อผิวพรรณที่ดีของผู้ใช้
ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการรับรองจากอย.
ขนาดบรรจุ 90 กรัม ก้อนละ 85 บาท แพ็คละ 4 ก้อน ราคา 340 บาท
สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189
email :
yoshiki_or@hotmail.com

14.11.10

บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย Beauty Express Oil

บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย Beauty Express Oil

พบกับสุดยอด นวัตกรรมใหม่ ของการดูแลผิวพรรณคุณ ด้วยธรรมชาติอับริสุทธิ์ 100% ปราศจากสารเคมีใด ๆ จากที่ได้คิดค้น กว่า 1 ปี จากเภสัชกร แผนไทย การแพทย์แผนไทย ได้รวบรวมสุดยอดแห่งสมุนไพร บำรุงผิวพรรณ เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการผสมผสานอย่างตั้งใจ ใช้กรรมวิธีการผลิตที่สะอาด และถูกสุขลักษณะ จึงทำให้ผู้ใช้มีผิวพรรณที่สวย ขาว เนียน นุ่ม จนคุณสังเกตเห็นความแตกต่าง จากผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้
บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณคุณให้ สวย ขาว เนียนนุ่มปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น ทั่วเรือนร่าง ได้ดั่งใจคุณ และสัมผัสได้อย่างชัดเจน


วิธีการใช้ : บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย ให้ได้ผลอย่างดียิ่ง
· ให้อาบน้ำล้างตัวให้สะอาด และเช็ดตัวให้แห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
· ให้ใช้ บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย ชะโลมทั่วเรือนร่างของท่าน โดยทาเพียงบาง ๆให้ทั่วกาย จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 20 ถึง 30 นาที ก็จะแห้งซึมเข้าภายในผิวหนัง
· ท่านจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงความนุ่มเนียนผิวของท่านทั่วกาย
· สำหรับท่านที่มีผิวส่วนใดที่ แข็งด้านมาก เช่น ข้อศอก หัวเข่า ให้ทาบริเวณดังกล่าว มากเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย จะทำให้บริเวณดังกล่าว เนียนนุ่ม
· การใช้ ผลิตภัณฑ์ของ บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย นั้น ควรทาทุก 3-4 วัน อย่างต่อเนื่อง ในทุกเดือนท่านจะพบว่า ผิวพรรณทั่วเรือนร่างของท่าน จะขาวขึ้นเนียนนุ่มขึ้น จนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
· ควรใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 4 -6 เดือน เพราะเซลล์ผิวใหม่จะผลัดเซลล์ทุก ๆ 28 วัน คุณจึงจะเห็นว่าผิวคุณขาวเนียน สวยขึ้นทุก ๆ เดือน


บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย ประกอบด้วยสมุนไพรกว่า 9 ชนิด
· น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% Virgin Coconut Oil
· น้ำมันขมิ้นชันบริสุทธิ์ 100 % Curcuma Longa Oil
· น้ำมัน โจโจ้บา Jajobar Oil
· น้ำมัน ดอกกล้วยไม้ Orchid Oil
· สตอเบอรี่สกัด และสมุนไพรอื่น ๆ Strawberry & Herbals


ความโดดเด่นของ บิ้วตี้ เอ็กเพลส ออย

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% Virgin Coconut Oil
· เป็นกรดไขมันที่มีอะตอมเล็ก ขนาด 8 -14 อะตอม จึงทำให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ๆ ที่มีอะตอมใหญ่กว่า
· เนื่องจากน้ำมันมะพร้าว มีกรดลอริก ในปริมาณสูง จึงมีคุณสมบัติพิเศษ ในเรื่องสุขภาพ และความงามของมนุษย์ และมีกรดโมในลอริน ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะช่วยป้องกันการติดเชื้อ ช่วยฆ่าเชื้อและทำลายเชื้อโรค ของผิวหนังได้ จึงทำให้ สิว ฝ้า กระ ลดลงได้เป็นอย่างดี
· มีวิตามิน อี สูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมสภาพของผิวพรรณได้เป็นอย่างดี เมื่อได้ใช้จึงทำให้มีผิวพรรณที่สวย เนียน นุ่ม และชุ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย และป้องกันการเสื่อมโทรมของผิว
· หากใช้ชโลมผมหลังสระผม เพียงบาง ๆ จะทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม อีกทั้งยังบำรุง หนังศีรษะให้ดียิ่งขึ้นด้วย ยังช่วยแก้รังแค ชันนะตุ และแก้คันศรีษะได้ดี
· รักษาเล็บแตกเสีย ใช้ทาชโลมให้ทั่วเล็บ จะทำให้เล็บแข็งแรงและสวยงามขึ้น ช่วยลบรอยแผลเป็น จะทำให้แผลเป็นจางดูดีขึ้น ผู้ที่ฝ่ามือด้านและแตก ก็ให้ทาบริเวณนั้น ๆ มากหน่อยก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

น้ำมันขมิ้นชันบริสุทธิ์ 100% Curcuma Longa Oil
· ช่วยบำรุงผิวพรรณ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ได้เป็นอย่างดี ยังช่วยลดภาวะการอักสบ จากการติดเชื้อ ช่วยให้แผลภายนอกหายง่ายขึ้น

น้ำมันไพรบริสุทธิ์ 100% Plai Oil (Zingiber Cassumunar)
· เราจะพบว่าเมื่อเวลาอบตัว หรือใช้ลูกประคบ ก็จะมีไพร เป็นสมุนไพรหลักที่ช่วยลดการอักเสบของผิว และถนอมผิว และทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรง

น้ำมัน โจโจ้บ้า Jojobar Oil
· เป็นน้ำมันที่ใช้ในการผสมกับเครื่องสำอางค์บำรุงผิวพรรณ เราได้ใช้ โจโจ้บาร์ บริสุทธิ์จึงทำให้ ผิวขาว สวยดูอ่อนกว่าวัย


น้ำมัน ดอกกล้วยไม้ Orchid Oil
· ช่วยบำรุงผิวพรรณ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ได้เป็นอย่างดี ยังช่วยลดภาวะการอักเสบ จากการติดเชื้อ ช่วยให้แผลภายนอกหายง่ายขึ้น

สตอเบอรี่สกัด และสมุนไพรอื่น ๆ Strawberry & Herbals
· ผลสกัดเบอรี่สด น้ำมันสกัด จะได้เอนไซด์จากพืช และสมุนไพรอื่น ๆ ที่เป็นตัวดูแลผิวพรรณ จึงทำให้ ผิวจะนุ่ม เนียน และหอมสดชื่นตลอดเวลา

ขนาด 100 ml. 850 บาท

สั่งซื้อติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189

email : yoshiki_or@hotmail.com

2.6.10

ปัญหาใต้วงแขนของผู้หญิง

ผู้หญิงเราหน้าสวยใสไร้ที่ติอย่างเดียงคงไม่พอ เรื่องของรักแร้ หรือปัญหาใต้วงแขนของบนนดาคุณผู้หญิงทั้งหลาย เป็นปัญหาที่คุณผู้หญิงไม่ควรมองข้ามทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลิ่นตัว หรือความขาวใสของรักแร้ ของเราค่ะ

พูดถึงเรื่องความขาวของรักแร้ยิ้งไม่ควรมองข้าม เป็นเรื่องหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิงได้เป็นอย่างดีถ้ามีรักแร้ที่ขาว ไม่ว่าจะยกแขนทำกิจกรรมไหนๆ ก็เป็นธรรมชาติมั่นใจได้ทุกงานแน่นอน

ปัญหารักแร้ดำเกิดจากหลายสาเหตุ อย่างนึงที่เรามักพบคือการปล่อยให้พื้นผิวที่รักแร้หรือใต้วงแขนของเราสัมผัสกับสารเคมีอย่างต่อเนื่องจนเกิดระคายเคือง รอยดำ เช่น การใช้ลูกกลิ้งที่ผสมน้ำหอม สเปรย์ระงับกลิ่นกาย หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Triclosan, Triclocarban, Irgosan ในยาระงับกลิ่นกายต่างๆ

วิธีหลีกเลี่ยงรักแร้ดำ

1. หลีกเลี่ยงการเช็ดหรือถูแรงๆ บริเวณผิวใต้วงแขนที่บอบบางของเราค่ะ
2. หยุดใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ เช่น แพ้น้ำหอม ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีนำ้หอมหรือเขียนว่า “Fragrance-Free”บนฉลากค่ะ
3. ความอ้วนและการเสียดสีก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญของรักแร้ดำได้เช่นเดียวกันนะคะ ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายจึงควบคุมน้ำหนักให้ดีด้วย หรืออาจใช้ครีมลดรอยดำ ควบคู่กันไปด้วย
4 . ไม่ควรใช้ยาหรือสารเคมีกลุ่มที่มีกรดผลไม้ ไม่ว่า AHA หรือ BHA เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองยิ่งขึ้น เนื่องจากรักแร้เป็นผิวหนังที่บอบบาง ประกอบด้วยต่อมเหงื่อและรูขุมขนจำนวนมาก

สูตรรักแร้ขาวแบบธรรมชาติ

นอกจากเรื่องรักแร้ดำได้อย่างไรแล้ว เรายังนำสูตรรักแร้ขาวแบบธรรมชาติมาฝากคุณผู้หญิงแฟนๆ เลดี้วีซ่ากันด้วยนะคะ เป็นวิธีง่ายๆ สามารถหาซื้ออุปกรณ์ทำได้เองที่บ้านด้วยค่ะ

  • มะขาม พืชสมุนไพรที่เราคุ้นเคยกันดี นำมะขามเปียกผสมกับน้ำผึ้งนิดหน่อย จากนั้นนำมาทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก งานนี้นอกจากทำให้ผิวใต้รักแร้ขาวแล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มอีกด้วยนะคะ
  • มะนาว นำมาถูรักแร้แล้วทิ้งไว้ 2-3 นาที จากนั้นให้ล้างน้ำออกด้วยน้ำสะอาด พอถูใต้รักแร้แล้วยังสามารถนำส่วนที่เหลือมาถูได้อีกที่บริเวณ ข้อศอกที่ดำๆ ด้าน ได้อีกด้วยค่ะ
  • เกลือสปา ใช้เกลือขัดผิวบริเวณใต้รักแร้อย่างเบามือ อย่าลืมว่าผิวใต่รักแร้ของผู้หญิงเรานั้นบอบบางมาก ถ้าขัดถูแรงๆ อาจเป็นแผลหรือดำมากขึ้นกว่าเดิมเป็นผลจากการเสียดสีแรงๆ ค่ะ

คุณผู้หญิงคนไหนที่อยากรักแร้ขาวเนียนลองนำไปทำดูกันได้ แต่ต้องเบามือกันนิดนึงนะคะ หรือถ้าคุณผู้หญิงคนไหนที่เป็นกังวลเรื่องนี้มากๆ ลองหลายวิธีแล้วก็ไม่หายสักที แถมมีอาการแพ้ตามมาด้วยลองพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงดูค่ะ

ที่มา : www.ladyvisa.com